Uncategorized

ผู้หญิงคนเดียว เที่ยว 8 ประเทศ กับ 37 วัน

เรียกว่าเป็นไอดอลสาวที่ใครหลายๆคนอยากทำตามมากๆ โดยสาวน้อยคนนี้ได้เขียนเรื่องราวการเที่ยวคนเดียว โดยใช้เวลาในการเที่ยว 37 วัน และไปเที่ยว 8 ประเทศ ซึ่งหลังจากที่เธอเขียนรีวิวกรเที่ยวครั้งนี้ ทำให้มีชาวเน็ตจำนวนมาก เข้ามาโพสต์ถึงเธอ เรียกว่ามีเธอเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้ โดยทริปลุยเดี่ยวใน 8 ประเทศภายใน 37 วัน ที่เธอยกมาเล่าให้ฟัง ทำให้ผู้อ่านรู้เลยว่าเด็กสาวคนนี้มาพร้อมพลังบวกและแรงบันดาลใจที่พร้อมจะส่งต่อให้ทุกคนจริง ๆ

“ตอนที่เราใกล้เรียนจบ มันเป็นช่วงที่ไม่รู้จะทำอะไรต่อ และก็มีหลาย ๆ คนมากที่เข้ามาถามว่าจะทำอะไรต่อหรอ เราก็เครียดมากเพราะตัวเราเองยังไม่รู้คำตอบเลย พลอยเลยไปปรึกษาพี่คนหนึ่งที่เป็นนักแสดงด้วยกัน พี่เขาก็แนะนำว่าถ้าไม่รู้จะทำอะไรจริง ๆ ลองทำ gap year ดูไหม เรียนมาก็ 15 ปีแล้ว เอาเวลาลองไปทำอย่างอื่นที่มันแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดูบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนนั้นอะ เราเตรียมเอกสารจะส่งสมัครปริญญาโทแล้วแหละ แต่พอได้ยินไอเดียนี้ก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดีนะ ซักปีนึงแล้วค่อยว่ากันอีกที”

ถ้าให้ย้อนกลับไปตอนสมัยเรียน ก่อนที่ gap year จะเกิดขึ้น พลอยเคยตั้งคำถามสงสัยกับชีวิตตัวเองไหมว่าอยากเดินไปทางไหน

“ไม่เลยนะ เพราะตอนเรียนม.ปลายเราเห็นตัวเองชัดมาก ๆ ว่าเราเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ชอบวาดรูปมาก ชอบอ่านการ์ตูนตาหวาน (หัวเราะ) เราก็เลยมีความคิดว่าจะเข้าอนิเมชั่นหรือพวกกราฟิค แต่คิดไปคิดมาเราก็ไม่อยากนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานนาน ๆ เลยพยายามหาคณะเรียนที่ทำให้เรายังได้เล่าเรื่องและได้ออกไปข้างนอกด้วย ก็มาเจอสายภาพยนตร์ ซึ่งตอนเรียนเราก็รู้สึกนะว่าชอบด้านนี้ บวกกับที่ว่าระหว่างเรียน เราได้ทำงานแสดงไปด้วย ก็คิดว่าทำไปเรื่อย ๆ ก็โอเค แต่ว่าพอเรียนจบ มันก็ถึงเวลาที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่างานแสดงหรอคืองานที่เราจะทำต่อจริง ๆ

ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเทค gap year เพื่อเที่ยวเลย พลอยคิดแต่ว่าอยากทำอะไรซักอย่างในเมืองไทยเนี่ยแหละ อย่างเช่นเรียนทำอาหาร ไปเป็นครูบ้านนอก หรือเรียนภาษามือ (ซึ่งสองอย่างนี้ก็เคยทำมาแล้ว) แต่มันกลายเป็นการเดินทางเพราะช่วงนั้นเป็นตอนที่ละครปิดกล้อง งานที่มหา’ลัยก็เคลียร์เสร็จหมดแล้ว เราก็มานั่งคิดกับตัวเองอีกทีว่าเดือนนี้จะทำอะไรก่อน เอ๊ย หรือว่าจะไปเที่ยวดี ก็คิดถึงทางรถไฟสายไซบีเรีย เป็นสิ่งที่เราอยากไปมานานมากแล้วแต่ยังไม่มีเวลาและโอกาสซะที คืนนั้นเลยตัดสินใจว่าครั้งนี้จะไป และจะไปเที่ยวคนเดียว”

พอบอกว่าจะออกเดินทางคนเดียว ที่บ้านว่ายังไงบ้าง “คุณแม่คือไม่โอเคตั้งแต่แรกแล้ว แม่โกรธมากเพราะเราไปบอกตอนที่จองตั๋วไปแล้วด้วย ส่วนคุณพ่อรู้อยู่เนิ่น ๆ เค้าก็ดูเหมือนจะไม่ให้นะตอนแรก แต่พอเราบอกว่าเรียนจบแล้วขอลองแค่ครั้งเดียว พ่อก็บอกว่าโอเค ให้ไปลองใช้ชีวิตดู แต่ต้องออกเงินเองทั้งหมดนะ”

ทุกทีเตรียมตัวกันเป็นปี แต่ได้ยินมาว่าของพลอยมีเวลาแค่ 20 วันก่อนเดินทาง… “คือตอนที่แพลน เราแพลนแค่ครึ่งทาง จากตอนที่ออกจากกรุงเทพบินไปลงปักกิ่งแล้วนั่งรถไฟยาว ๆ ไปถึงรัสเซีย เซนต์ปีเตอรสเบิร์กแค่นั้น หลังจากนั้นก็จองระหว่างการเที่ยว แพลนตามความรู้สึกตัวเองเลยว่าถ้าเหนื่อยไม่อยากเที่ยวตอนไหนก็จะพอแค่นั้น ซึ่งรวม ๆ แล้วพลอยเดินทางไปทั้งหมด 37 วัน จบที่ 8 ประเทศ ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจากฝรั่งเศสแล้วจะข้ามไปสวิตเซอร์แลนด์ต่อ แต่ตอนนั้นมันไม่ไหวละ เราอยากกลับบ้านมาก”

เป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียว เจออุปสรรคในการเดินทางอะไรบ้างไหม “คือพลอยเป็นคนโชคดีมากที่ไม่ได้เจอใครทำร้ายหรือเรื่องอะไรแย่ ๆ เลย แต่ส่วนมากจะเป็นเรื่องของการหลงทางมากกว่า ซึ่งทุกคนก็น่าจะต้องเจอกันอยู่แล้ว

ครั้งที่พีกที่สุดก็คือตอนที่จะต้องข้ามจากเดนมาร์กไปเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่จีน มองโกเลีย รัสเซีย ก่อนที่จะข้ามประเทศ เราจะเผื่อเวลาไว้ประมาณชั่วโมงนึง ชั่วโมงครึ่งก่อนที่จะเดินทางโดยรถไฟ เพราะเรากลัวว่ามันจะเกิดอะไรรึเปล่า แต่มันมีวันนึงที่เราไม่ได้เผื่อเวลาเอาไว้เลย เพราะคิดว่าตัวเองเซียนแล้ว แบบเดินทางมาได้เดือนนึงก็ยังไม่เห็นจะตกรถเลยนี่นา วันนั้นเลยเผื่อไว้แบบเป๊ะ ๆ ที่จะเดินทางออกจากโฮสเทลไปที่ป้ายรถบัส

ปรากฏว่าไปถึง มันไม่ได้มีป้ายรถบัสเลยด้วยซ้ำ เป็นแค่ซอยเปลี่ยว ๆ ก็เลยต้องวิ่งหาคนแถวนั้นถามทาง ในหัวก็คิดแผนไว้แล้วว่าถ้าตกรถข้ามประเทศจริง ๆ ก็คงต้องซื้อตั๋วใหม่ เสียอีก 4-5 พัน แต่ตอนนั้นเราก็ไม่อยากเสียตังค์ไง ก็วิ่งแบกเป้ใบใหญ่ ๆ ไปถามทางคน เค้าก็บอกว่าถ้ามี 15 นาทีต้องขึ้นรถไฟไป 1 สถานีเพื่อไปที่จุดขึ้นรถ

ซึ่งในเดนมาร์กเวลาจะซื้อตั๋วรถไฟ เราต้องซื้อผ่านออนไลน์เกือบทั้งหมด แต่ความโชคดีอย่างหนึ่งคือระบบรถไฟที่นั่นไม่มีไม้กั้น มีแค่เจ้าหน้าที่เดินสุ่มตรวจตั๋วในบางขบวนเท่านั้น เราก็เลยตัดสินใจว่าเสี่ยงดูละกัน ถ้าโดนจับได้ อย่างน้อยก็เสียค่าปรับพอ ๆ กับที่จะต้องเสีย 4-5 พันเพื่อออกตั๋วใหม่อยู่ดี ก็เลยเกาะครอบครัวนึงที่เราไปขอความช่วยเหลือขึ้นรถไฟไปเลย ปรากฏว่าก็ไปถึงจุดขึ้นรถบัสไปเนเธอร์แลนด์ทันเวลาค่ะ (หัวเราะ)”

มีช่วงไหนที่ต้องเผชิญกับความกลัวของตัวเองบ้างไหม “มันเป็นความกลัวก่อนการเดินทางมากกว่า ตอนกำลังจะบินออกจากกรุงเทพ ก็แอบกลัวนิดนึง แต่ระหว่างทางมันเป็นเหมือนกับว่าเราถามตัวเองมากกว่าว่ามาทำอะไรที่นี่ (หัวเราะ) มันมีช่วงที่เราต้องนั่งรถไฟอยู่ในตู้นอน 3 วันไม่ได้ออกไปไหนเลย ตอนนั้นเราก็ถามตัวเองบ่อยมากว่าทำไม ต้องมาตรงนี้วะ บินไปก็ถึงแล้วเหมือนกัน

แล้วมันก็จะมีจุดที่เราคิดถึงบ้านมาก ที่พีกที่สุดคือตอนอยู่เนเธอร์แลนด์ ตอนนั้นอัดอั้นที่สุดเพราะอยู่คนเดียวมานานมาก มันมีเพื่อนก็จริงนะแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนที่มาแล้วก็แยกย้ายกันเดินทางต่อไป แล้วคือวันนั้นเราเช่าจักรยานมาปั่น ทางมันเป็นเนินทรายหมดเลย เราปั่นไปแป๊บเดียวก็ไม่ไหว ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว มันรู้สึกแย่มากจนเราตะโกนเลย ว่ามาทำอะไรตรงนี้วะ หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย เหงาก็เหงา อยากกลับบ้าน (หัวเราะ)”

ถ้าตัดโมเมนท์คิดถึงบ้านออกไป อะไรที่พลอยคิดว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของการเดินทาง “พอกลับมานั่งคิดดูแล้ว พลอยรู้สึกว่าเราใช้เวลาไปกับการพูดคุยกับคนเยอะมาก ๆ แบบคุยเล่นเลย บางทีเราตั้งใจจะออกไปเที่ยวช่วงเช้า แต่กลายเป็นนั่งคุยไปคุยมา อ้าว เที่ยงแล้ว ยังไม่ได้ไปไหนเลย เหมือนพอเราเป็นเด็กอะ คนก็จะเริ่มสนใจเราว่าทำไมถึงมาเที่ยว มาเดินทางคนเดียว เราก็ไปปรึกษาเค้าว่าเราอยากค้นหาตัวเอง กำลังเครียดเรื่องนี้อยู่ เค้าก็เอ็นดูเรา เล่าประสบการณ์ตัวเองให้ฟัง มันก็เลยยาว แต่มันก็เป็นอะไรที่เราได้มากกว่าการไปเที่ยวนะ

ทุกคนให้มุมมองใหม่ ๆ กับเราหมดเลย อย่างตอนจากจีนไปมองโกเลียที่อยู่บนรถไฟ เราก็ไปเจอกับคุณลุงไบรอันจากอเมริกา อายุเขาก็ประมาณ 40 ปลาย ๆ จะ 50 แล้ว และบังเอิญว่ารถไฟทั้งตู้ที่เป็นตู้นอนไม่มีใครเลย นอกจากเรากับเค้าเป็นเวลา 33 ชั่วโมง มันเลยบังคับให้เราต้องคุยกับเค้าถึงจะเขินภาษาอังกฤษตัวเองมากเลย เริ่มจากบทสนทนาที่ผิวเผินกลายเป็นอะไรที่ลึกลงไปเรื่อย ๆ เราก็ระบายให้เค้าฟังว่าเครียดมากเลย ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี เค้าก็บอกว่าทำไมไม่ลองทำล่ะ จะคิดทำไม เออ มันก็จริงนะ ทำไมแค่นี้เราคิดไม่ได้ เค้าวางแผนจะเดินทาง 5 เดือน เราก็ถามเค้าว่าที่บ้านโอเคมั้ย เค้าบอกว่าไม่แคร์ ชีวิตเค้าคือของเค้า เราก็แบบ เออ ๆ เป็นคนอินดี้เนอะ และเราก็มารู้ทีหลังว่าเค้าเป็น life coach ทำงานโดยการคุยโทรศัพท์ ให้คำปรึกษากับคน เราก็เลยโชคดีไปเพราะได้ปรึกษาฟรี (หัวเราะ)”

หลังจากจบทริปนี้ ได้คำตอบหรือยังว่าอยากทำอะไรต่อ “เราว่าการไปเที่ยวมันไม่ได้ให้คำตอบหรอกว่าแกต้องเป็นอันนี้นะ สำหรับพลอย มันทำให้เรารู้ว่าตัวเราทำอะไรได้บ้างมากกว่า เหมือนกับว่าตอนที่เราอยู่เฉย ๆ อะ เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรได้บ้าง แต่พอตอนเที่ยว เราก็ทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้นี่หว่า อาชีพในหัวมันก็จะมาเรื่อย ๆ อย่างตอนอยู่รัสเซีย มานั่งคิดว่าเราก็เที่ยวมาได้ครึ่งโลกแล้วนี่นา เป็นไกด์ก็น่าจะดี หรือตอนไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

เป็นการรีวิวที่สาวๆหลายคนอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงพลังเชิงบวกของเธอจริงค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button